แนวทางการให้รหัสทางตา

01. ต้อกระจก ให้เลือกรหัสตามลำดับดังนี้

  • ถ้ารู้สาเหตุของต้อกระจก ให้รหัสตามสาเหตุ โดยไม่คำนึงถึงอายุของผู้ป่วยหรือตำแหน่งความขุ่นของเลนส์ เช่น Q120 Congenital cataractH261 Traumatic cataractH263 Drug induced cataract
  • ถ้าไม่สามารถบอกสาเหตุของต้อกระจก ให้ใช้อายุเป็นเกณฑ์อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 40 ปีให้รหัส H260 Infantile, juvenile and presenile cataractอายุมากกว่า 40 ปี ให้รหัส H250-H259 Senile cataract ซึ่งแบ่งตามตำแหน่งและลักษณะ ความขุ่นของเลนส์ ถัาเป็น Combined opacity เช่นมี Nuclear sclerosis(NS) with posterior subcapsular opacity(PSC) ให้รหัส H258 Combined forms of senile cataract

02. ในผู้ป่วยเบาหวาน มีโรคแทรกซ้อนทางตาที่พบบ่อยคือ ต้อกระจกและเบาหวานเข้าจอประสาทตา ให้รหัสควบดังนี้คือE103+(Insulin dependent DM with ophthalmic complication) H280*(Diabetic cataract)E113+(Non insulin dependent DM with ophthalmic complication) H360*(Diabeticretinopathy)

หมายเหตุ Diabetic cataract ระยะแรกมีลักษณะเป็น superficial anterior and posterior subcapsular cortical opacity เมื่อเป็นมากขึ้นจะเป็น multiple grey white subcapsular opacity (snowflake appearance) หรืออาจพบเป็น bilateral wide spread subcapsular lens change, abrupt onset in uncontrolled young diabetic patient มักพบ diabetic cataract ในผู้ป่วย DM ชนิด insulin dependent ผู้ป่วย DM มักจะเป็น Senile cataract เร็วกว่าคนปกติ พบเป็นชนิด nuclear sclerosis(NS) with posterior subcapsular opacity(PSC) ให้รหัสดังนี้Principal Dx. H251 Senile nuclear cataract ถ้าเป็น NS cataractหรือ H258 Combined forms of senile cataract Comorbid E119 Non insulin dependent DM without complication

03. ภาวะสายตาผิดปกติ (Refractive error) ผู้ป่วยมักมีภาวะหลายอย่างร่วมกัน ให้ใช้หลักเกณฑ์ในการเลือกรหัสดังนี้

  • ถ้าค่าของ Astigmatism ที่พบร่วม น้อยกว่าหรือเท่ากับค่าของ Myopia หรือ Hypermetropia ให้รหัสเป็น Myopia หรือ Hypermetropiaท ถ้าค่าของ Astigmatism ที่พบร่วม มากกว่าค่าของ Myopia หรือ Hypermetropia ให้รหัสเป็น Astigmatismเช่น +3.00D -2.50D x180' ให้รหัส H520 Hypermetropia-2.50D -1.00D x180' " H521 Myopia-1.00D -3.00D x180' " H522 Astigmatism
  • ถ้าภาวะสายตาผิดปกติในตาสองข้างไม่เหมือนกัน (ดูจากค่าของ sphere) เช่น ตาขวา - 1.00D -1.00D x180' ตาซ้าย + 1.00D -1.00D x180' ค่าของ sphere ต่างกันไม่เกิน 2.50Dให้รหัสเป็น H526 Other disorders of refraction (Antimetropia)
  • ถ้าภาวะสายตาผิดปกติในตาสองข้างไม่เท่ากัน (ดูจากค่าของ sphere) และมีค่าต่างกันมากกว่าหรือเท่ากับ 2.50Dเช่น ตาขวา - 2.50D -1.00D x180'ตาซ้าย + 1.50D -1.00D x180' ค่าของ sphere ต่างกัน 4.00Dหรือตาขวา - 5.50D -1.00D x180'ตาซ้าย - 2.50D -1.00D x180' ค่าของ sphere ต่างกัน 3.00Dให้รหัสเป็น H523 Anisometropia and aniseikonia
  • ถ้าผู้ป่วยภาวะสายตาผิดปกติ มาตรวจเพราะปัญหาของ PresbyopiaPrincipal Dx. H524 PresbyopiaOther Dx. H52x แล้วแต่ชนิดของ refractive error

04. ผู้ป่วยกลุ่มอาการ ICE syndrome ไม่มีรหัสเฉพาะ ให้ใช้รหัสตามสิ่งที่ตรวจพบเช่น Progressive iris atrophy ให้รหัส H212 Iris atrophy (essential)(progressive)Chandler's syndrome ให้รหัส H182 Other corneal edemaCogan Reese'syndrome ให้รหัส H212 Degeneration of iris and ciliary body

05. การทำ Pterygium excision with beta irradiation ให้รหัส 1131 (Simple pterygiumexcision) with 9521 (Superficial radiation)

06. การทำ Pterygium excision with MMC ให้รหัส 1131 (Simple pterygium excision)with 9925 (Injection or infusion of antineoplastic agent)

07. Corneal graft rejection or failure จากสาเหตุของ inflamation or infection ให้รหัสPrincipal Dx. T868 Failure or rejection of corneal graftsAdditional Dx. Z947 Corneal transplant statusถ้าเป็นจากสาเหตุอื่นให้รหัสPrincipal Dx. T853 Mechanical complication of corneal graftAdditional Dx. Z947 Corneal transplant status

08. ผู้ป่วยมาตรวจหลังการผ่าตัด ตามแพทย์นัด ให้รหัส Z090 (Follow up examinationafter surgery for other condition) จนกระทั่งไม่จำเป็นต้องให้การรักษา เช่นFollow up 1 week post PE with IOL ให้รหัส PDx. Z090 Follow up 1 month post PE with IOL ให้รหัส PDx. Z961 (Pseudophakia) เมื่อไม่จำเป็นต้องให้ยาหยอดตา

09. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดต้อหิน หลังจากหยุดยา anti-inflamation eye drop แล้ว ความดันตาอยู่ในระดับปกติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ anti-glaucoma drug เมื่อมาตรวจตามนัด ให้รหัสโรคเดิมเป็น Principal Dx. ตามด้วยรหัส Z เช่นPrincipal Dx. H401 Primary open angle glaucomaAdditional Dx. Z488 Other specified follow up care (to deal with residual stateor to prevent recurrence)

10. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดตาเหล่ ใช้หลักการตามข้อ 09

11. ผู้ป่วยที่มา admit เพื่อทำผ่าตัด แต่ไม่ได้ทำให้รหัสกลุ่ม Z เพื่อบอกสาเหตุที่ไม่ได้ทำเช่น Principal Dx. H250 Senile incipient cataract Additional Dx. Z530 Procedure not carried out because of contraindicationE115 DM with diabetic ulcer

12. ผู้ป่วยที่มี complication จากการผ่าตัด ให้ใช้รหัสกลุ่ม T เพื่อให้รายละเอียด เช่น ทำPE with IOL with dropped nucleus ให้รหัสPrincipal Dx. H250 Senile incipient cataractComplication T818 Other complications of procedures, NECProcedure 1341 (PE) with 1371 (IOL implantation)

หลักการสำคัญในการลงรหัสวินิจฉัยและหัตถการทางตา

  1. โรคหรือภาวะหลัก(Principal Dx) ตามระบบ ICD-10 เป็นแบบเลือกเพียงโรคเดียว(Single condition morbidity analysis) คือ
    - เป็นโรคที่ได้รับการวินิจฉัยแน่ชัดเมื่อสิ้นสุดการรักษา และเป็นโรคที่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมารับการตรวจรักษา ถ้ามีมากกว่าหนึ่งโรค ให้พิจารณาเลือกโรคที่สิ้นเปลืองทรัพยากรในการรักษามากที่สุด
    - ถ้าหลังจากการตรวจรักษาแล้วยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยได้ชัดเจนให้ใช้อาการหรือการแสดงที่ผิดปกติมาใช้เป็นโรคหรือภาวะหลักได้(รหัส R ในบทที่ 18)
  2. การให้การวินิจฉัยผู้ป่วยนอก อาจบันทึกโรคหรือภาวะอื่นๆร่วมด้วยคือ
    - โรคหรือภาวะหลัก (Principal Diagnosis - PDx)
    - โรคร่วม (Additional Diagnosis) เช่น- Co-morbidity ภาวะที่พบร่วมหรือเกิดขึ้นในระหว่างการรักษาและมีผลต่อการรักษาผู้ป่วย- Complication ภาวะแทรกซ้อน- Other Diagnosis ภาวะอื่นๆที่ตรวจพบ
    - หัตถการหรือการผ่าตัด(ถ้ามี)
  3. การวินิจฉัยผู้ป่วยใน ตามหลักการของ DRG ควรมีข้อมูลให้ครบถ้วนคือ
    - Principal diagnosis (PDx)
    - Comorbidity คือโรคที่พบร่วมตั้งแต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับการ admit โดยเป็นโรคที่หากพบร่วมจะทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นอย่างน้อย 1 วัน
    - Complication คือโรคที่พบภายหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการ admit โดยเป็นโรคที่หากพบร่วมจะทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นอย่างน้อย 1 วัน
    - Other diseases คือโรคที่หากพบร่วมแล้ว ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ ต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นเป็นเวลา 1 วันขึ้นไป
    - Principal procedure (ในรายที่มีการทำหัตถการ) ต้องสัมพันธ์กับโรคหลัก (PDx) เสมอ จึงจะทำให้ได้ DRG ที่ถูกต้อง หมายความว่าต้องอยู่ในกลุ่มโรค (Major Diagnostic Category - MDC) เดียวกัน
  4. ให้รหัสโรคละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    - พยายามไม่ให้รหัสโรคเพียง 3หลักยกเว้นบางโรคที่มีเพียง 3หลักเช่น H46 Optic neuritis
    ถ้าไม่มีข้อมูลเพียงพอให้เลือกใช้รหัสที่เป็นเลข 9 ในตำแหน่งที่ 4 เช่น H109 Conjunctivitis, unspecified
  5. ในผู้ป่วยที่มีหลายโรค ถ้าแต่ละโรคมีความเกี่ยวข้องกัน ให้พยายามเลือกใช้รหัสที่ให้ความหมายครอบคลุมกลุ่มโรคนั้น เช่น Uveitis with glaucoma ไม่ควรใช้รหัส H201 Chronic iridocyclitis with H401 Primary open angle glaucoma ควรใช้รหัส H404 Glaucoma secondary to eye inflammation
  6. ในกรณีที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจน ไม่ควรใช้คำกำกวม เช่น Suspected, R/O, Possible ให้ใช้รหัสของอาการหรืออาการแสดงที่ผิดปกติ (กลุ่มรหัส R- บทที่ 18) มาใช้เป็น Principal Dx. ได้ตามความจำเป็น
  7. โดยปกติ Principal Dx. จะมีเพียงรหัสเดียว ยกเว้นโรคหรือภาวะที่ควรใช้รหัสควบ เพื่อให้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้นในกลุ่มต่อไปนี้
    - การบาดเจ็บ รหัสตัวที่ 2 จะเป็นรหัสกลุ่ม V,W,X,Y (บทที่ 20 External causes of morbidity and mortality) ซึ่งจะบอกถึงสาเหตุของการบาดเจ็บนั้น เช่น งูพ่นพิษใส่ตาขณะทำนา ให้รหัสเป็น S050 Injury of conjunctiva and cornea without FB. X2070 Contact with venomous snake in farm while working
    - โรคของเนื้องอก รหัสตัวที่ 2 จะเป็นรหัสของ ICD-O Morphology of neoplasm (อยู่ท้ายเล่มของหนังสือ ICD-10) เมื่อรู้ผลชิ้นเนื้อ เช่น Conjunctival mass ผล biopsy เป็น Squamous cell CA ให้รหัสเป็น C690 Malignant neoplasm of conjunctivaM8070/3 Squamous cell carcinoma NOS
    - รหัสที่มีเครื่องหมายกริช (dagger +) และดอกจัน (asterisk *) กำกับ มีความหมายดังนี้เครื่องหมายกริช (+) หมายถึง รหัสที่เป็นสาเหตุของโรค (Aetiologic code)เครื่องหมายดอกจัน (*)หมายถึง รหัสที่เป็นอาการแสดงของโรค (Manifestation code)asterisk (*) code ไม่ควรใช้เป็น Principal Dx. ต้องมี dagger (+) code เป็นรหัสควบด้วย
    - รหัสที่มีคำอธิบายกำกับ (Instructional term) เช่น 'Code also….', 'Use additional code to identify toxic agent/the underlying disease…' ควรมีรหัสควบเพื่อให้ข้อมูลชัดเจนขึ้น เช่น กลุ่ม Organic mental disorders (F00-F09)
    - โรคติดเชื้อ ถ้ามีข้อมูลของเชื้อโรคต้นเหตุ ควรระบุรหัสกลุ่ม A, B (บทที่ 1 Certain infectious and parasitic diseases) เป็นรหัสควบด้ว
  8. ถ้ามีการบาดเจ็บหลายแห่ง (Multiple injury)
    - ให้ใช้การบาดเจ็บที่รุนแรงที่สุดเป็น Principal Dx.
    - ถ้าความรุนแรงใกล้เคียงกัน ให้บันทึกบาดแผลทั้งหมด โดยใช้รหัสกลุ่ม S (บทที่ 19 Injury, poision and certain other consequences of external causes)
  9. รหัสที่ไม่ควรใช้เป็น Principal Dx. (Invalid PDx.)
    - H540-H547 Blindness and low vision ควรใช้รหัสโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะนั้นเป็น Principal Dx. ยกเว้นไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้การวินิจฉัย
    - B95-B97 Bacterial, viral and other infectious agents as the cause of diseases classified to other chapters ควรใช้เป็นรหัสเสริมรหัสอื่น
    - R00-R99 Symptoms, signs and abnormal clinical and laboratory findings, not elsewhere classified ยกเว้นไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะให้การวินิจฉัยอย่างอื่นได้
    - T00-T06 Injuries involving multiple body regions ควรพยายามใช้รหัสกลุ่ม S ซึ่งจะให้ข้อมูลได้ละเอียดกว่า
    - T07-T14 Unspecified multiple regions
    - T90-T98 Sequelae of injuries, poisoning and other consequences of external causes
    - รหัสกลุ่ม V,W,X,Y (V01-Y98) External causes of morbidity and mortality ใช้เป็นรหัสควบเพื่อบอกสาเหตุของการบาดเจ็บ
    - ICD-O Morphology of neoplasm ใช้เป็นรหัสควบเมื่อรู้ผลการตรวจชิ้นเนื้อของ เนื้องอก
    - Asterisk(*) code ทั้งหมด ต้องมี Dagger(+) code เป็นรหัสควบด้วย

ICD 10

ใช้ร่วมกับ การจำแนกประเภทของโรคตามสถิติและปัญหาสาธารณสุขสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems)
ICD-10 บท A และ B: โรคติดเชื้อและปรสิต (Certain infectious and parasitic diseases)
ICD-10 บท C และ D: เนื้องอก โรคเลือดและอวัยวะสร้างเลือด และโรคภูมิคุ้มกันผิตปกติ (Neoplasms, diseases of the blood and blood-forming organs, and certain disorders involving the immune mechanism)
ICD-10 บท E: โรคต่อใร้ท่อโภชนาการและกระบวนการสร้างและสลาย (Endocrine, nutritional and metabolic diseases)
ICD-10 บท F: ภาวะจิตและพฤติกรรมแปรปวน (Mental and behavioural disorders)
ICD-10 บท G: โรคระบบประสาท (Diseases of the nervous system)
ICD-10 บท H: โรคตารวมส่วนประกอบของตาหูและปุ่มกกหู (Diseases of the eye, adnexa, ear, and mastoid process)
ICD-10 บท I: โรคระบบไหลเวียนโลหิต (Diseases of the circulatory system)
ICD-10 บท J: โรคระบบหายใจ (Diseases of the respiratory system)
ICD-10 บท K: โรคระบบย่อยอาหาร (Diseases of the digestive system)
ICD-10 บท L: โรคผิวหนังและเนื้อเยื้อใต้ผิวหนัง (Diseases of the skin and subcutaneous tissue)
ICD-10 บท M: โรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงสร้าง (Diseases of the musculoskeletal system and connective tissue)
ICD-10 บท N: โรคระบบอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะ (Diseases of the genitourinary system)
ICD-10 บท O: สูตินารีเวช (Pregnancy, childbirth and the puerperium)
ICD-10 บท P: เวชศาสตร์ฟื้นฟูและปริสูติการ (Certain conditions originating in the perinatal period)
ICD-10 บท Q: รูปวิปริตแต่กำเนิด การแปลงรูปและโครโมโซมผิดปกติ (Congenital malformations, deformations and chromosomal abnormalities)
ICD-10 บท R: อาการ อาการแสดงและความผิดทางคลินิก (Symptoms, signs and abnormal clinical and laboratory findings)
ICD-10 บท S และ T: การบาดเจ็บและได้รับพิษ (Injury, poisoning and certain other consequences of external causes)
ICD-10 บท V, W, X, และ Y: สาเหตุภายนอกที่ทำให้เกิดพยาธิภาวะและการตาย (External causes of morbidity and mortality)
ICD-10 บท Z: ปัจจัยที่มีอิทธิพลสุขภาพอนามัย (Factors influencing health status and contact with health services)

http://www.who.int/classifications/apps/icd/icd10online/
http://m.domaindlx.com/mrsubon/ICD10.pdf

สูตรอาหารลดน้ำหนัก ภายใน 7 วัน

วันที่ 1 มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง กับผักต้ม
มื้อเย็น : สเต็กกับสลัดผักน้ำใส และผลไม้
วันที่ 2 มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : สเต็กหรือเนื้อหมู เนื้อวัวย่างก็ได้ กับสลัดผักเขียวและผลไม้
มื้อเย็น : แฮมแผ่นต้มปริมาณเท่าใดก็ได้
วันที่ 3 มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง และสลัดกับแครอท
มื้อเย็น : แฮมแผ่นต้มปริมาณเท่าใดก็ได้
วันที่ 4 มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาลกับขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น
มื้อกลางวัน : ไข่ต้ม 1 ฟองกับแครอทต้ม
มื้อเย็น : ผลไม้และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ
วันที่ 5 มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ปลาเผาหรือปลาย่างกับผักต้ม
มื้อเย็น : สเต็ก หรือเนื้อย่างไม่ติดมัน กับสลัดผักสดน้ำใส
วันที่ 6 มื้อเช้า : ชาหรือกาแฟไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ไก่ย่างไม่ติดหนัง
มื้อเย็น : ไข่ต้ม 2 ฟอง กับแครอทต้ม
วันที่ 7 มื้อเช้า : กาแฟหรือชาบีบมะนาว แต่ไม่ใส่น้ำตาล
มื้อกลางวัน : ผลไม้อะไรก็ได้ในปริมาณต้องการ
มื้อเย็น : อะไรก็ได้ทุกอย่างที่อยากทาน ไม่จำกัดปริมาณ